9-12-13
11:17AM
"วันครอบครัว"
อาทิตย์ที่ผ่านมานี้ เป็นอาทิตย์ที่มีความหมายมากที่สุดสำหรับปีนี้เลยก็ว่าได้
อาทิตย์ที่มีครอบครัวรายล้อม
เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม
เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษา ในหลวง
เป็นวันพ่อ
และก็เป็นวันที่ พ่อ แม่ ยาย พี่สาว หลานติงเกล หลานจิงจิง ไอ่ตาล
7 คน หอบข้าวหอบของมาหาที่ชลบุรี
ที่จริงครอบครัวข้าพเจ้าจะมาหาตั้งแต่ช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา
แต่เพราะตอนนั้นมีพายุนารีเข้าพอดี ก็เลยไม่ได้มากัน
สำหรับอาทิตย์นี้ ที่จริงข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะเดินทางกลับบ้าน
แม้กลับแค่วันเดียวก็ไม่เป็นไร
ด้วยความเหนื่อยล้าของสภาพจิตใจในช่วงนั้น
บอกว่า "มึงกลับบ้านเถอะ"
หากแต่พอพ่อ แม่ พี่สาว รู้ว่าตัวเองจะกลับบ้านด้วยเวลาแค่1วัน
ก็เลยตัดสินใจมาหาข้าพเจ้าเองซะที่ชลบุรี เพื่อมาดูสภาพความเป็นอยู่ของลูกสาวด้วย
สรุป พอบอกว่าจะมากันในวันที่ 5 ก็หอบข้าวหอบของเดินทางกันมาแต่บ่ายๆ วันนั้นเลย ถึงก็ทุ่มครึ่งพอดี
วันพฤหัสบดี ที่5
วันแรกนี้ เพราะเดินทางมาถึงก็ดึกแล้ว
ก็เลยไม่ได้พาออกไปไหน
ขนหอบข้าวของขึ้นห้อง แล้วก็ลงพามากินข้าวที่ร้านอาหาร อ.อูมซีฟู้ด ร้านใกล้ๆหอพัก
ต้มยำทะเลรวมมิตรน้ำใส ปลากระพงราดน้ำปลา ยำทะเลรวม หอยจ้อ อะไรอีกนา??
แล้วก็ข้าว 2 หม้อ กับอีก 1 ถ้วย
คิดล่ะว่าคงยังไม่จุใจ เป็นออเดิฟก่อนแล้วกัน วันหลังค่อยจัดใหม่
กลับมาห้อง ห้องนอนที่เคยกว้างมากกกก วันนี้กลับรู้สึกแคบ อึดอัดกันเลยทีเดียว
ข้าวของเต็มห้อง จนไม่รุว่าจะเอาไปเก็บ ไปกองที่ไหน
พอปูที่นอน ก็ยาวเหยียดจนเกือบจะถึงประตูห้องน้ำอยู่แล้ว
นอนเตียง3คน ยาย แม่ แล้วก็ข้าพเจ้า
ส่วนคนอื่นๆ ปูเบาะ นอนพื้นไป
ไล่ตามไปจากเตียง นุ้ย จิงจิง ตาล ติงเกล พ่อ
ก็อยู่กันง่ายๆ
พอไปที เพราะไม่ใช่ถาวะ
และนั่นล่ะ ถ้าจะอยู่กันยาว ข้าพเจ้าก็ต้องมีบ้านไว้รองรับล่ะทีนี้
นอนเตียงก็ใช่ว่าจะสบาย
เพราะกลัวจะไปเบียดแม่ และก็กลัวว่าแม่จะไปเบียดยาย
ไม่กล้านอนพลิกตัวมาก นอนตะแคงข้าง เมื่อยมาก และก็นอนไม่ค่อยกลับ หลับๆตื่นๆ
อาจจะเพราะไม่ชินว่ามีคนนอนข้างๆ
ปกติเตียงข้าพเจ้าจะมีเพียงหมอนข้างอยู่ข้างๆ
ห้องนอนก็ค่อนข้างจะเงียบ
ปกติจะมีแค่เสียงหายใจของข้าพเจ้าเอง
กับนาฬิกาหนึ่งเรือน ที่เดินเรื่อยๆ ดัง ติ๊ก...ติ๊ก.. ติ๊ก.. เป็นจังหวะต่อรับสลับกับลมหายใจของตัวเอง
คืนนั้นจะนอนไม่หลับก็คงจะไม่แปลกอะไร
ตื่นเช้ามาก็ไปทำงาน
วันศุกร์ ที่6
เช้านี้ข้าพเจ้าไปทำงานปกติ
ทิ้งให้ที่บ้านอยู่ กิน หรือเดินทางไปไหนกันเอง
หากแต่ก่อนไป ก็บอกแผนที่สำหรับเดินทางกลับหอพักไว้อย่างชัดเจนแล้ว
อย่างน้อง ไปไหน ก็กลับห้องได้ถูกก็พอ
ข้าพเจ้าก็จะได้ไม่เป็นห่วงมาก
แต่พอตกเบรค 10 โมง ก็ต้องโทรถามล่ะว่าอยู่กันยังไง
นี่ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นห่วงนะเนี่ย
ข้าพเจ้าทำงานปกติ และอาจทำงานเป็น 2 เท่า
เพราะตั้งใจว่าจะใช้โอทีวันหยุดที่เหลือ 9 ชม. ลางานสำหรับวันเสาร์ไป ให้กับครอบครัว
ก็ไม่เป็นอะไร สิทธิของเรา ก็ใช้ให้เต็มที่
โดยเฉพาะถ้าให้กับคนที่รัก ก็ดีแล้วล่ะ
วันนั้นสรุปแล้ว ที่บ้านเดินทางกันไปยังพิพิธพันธ์สัตว์น้ำที่ ม.บูรพาฯ (ซึ่งข้าพเจ้าเองก็ยังไม่เคยไป)
แต่ระหว่างนั้นก็แวะที่เขาสามมุกด้วย
ซึ่งบนนั้น ข้าพเจ้าเคยเปรี้ยวขึ้นไปคนเดียวแล้วครั้งนึง
เพราะไปทำบุญที่วัดโกมุทฯใกล้ๆแถวนั้น ก็เลยอยากรู้ว่าข้างบนจะมีอะไรบ้าง
ขึ้นไปถึง.. ก็มีแต่ลิง
ข้าพเจ้าไม่ปลื้ม
แต่ถ้าเป็นเด็ก ก็คงไม่แน่
คืนนั้น ไอ่จิงจิงก็ยังบอกตาว่า "ตาๆ อยากไปดูกะจู๋ลิง"
เอิ่มมม เด็กสมัยนี้
มันชอบดูกะจู๋ลิงกันหรือนี่
เห็นว่าหลังจากกลับจากพิพิธพันธ์ ก็แวะให้เด็กเล่นน้ำบางแสน
กินกุ้ง กินปู ไปพอตัวอยู่เหมือนกัน
น้ำบางแสนสมัยนี้น้ำไม่ค่อยน่าเล่นเลย
น้ำดำขุ่น ไม่ใสสะอาด
หากแต่คนที่เล่นเป็นเด็ก ก็เลยไม่เป็นปัญหา
ขอแต่ให้ได้เล่นเท่านั้น
กลับจากที่ทำงาน
ถึงห้อง ทุกคนก็อยู่กันพร้อมหน้า
(แอบคิดว่า การมีคนรออยู่ที่ห้อง ความรู้สึกมันเป็นแบบนี้หรอ ความรู้สึกที่หายไป เหมือนนาน นับจากออกมาจากรุงเทพฯ)
ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะพาไปไหนดี
เพราะครอบครัวข้าพเจ้าอายุค่อนข้างจะทุกวัยไปหน่อย
มีทั้งเด็ก ยันคุณยาย
จะพาไปเดินเล่นถนนคนเดิน ก็กลัวว่ายายจะปวดขา หลานจะร้องงอแงซื้อของเล่น กลัวพี่สาวจะช๊อปแหลก
ก็เลยพาไปตลาดหน้าศาล
ที่นั่นมีเมี่ยงปลาเผากินอร่อยๆ
เดินซื้อโน่น นี่ นั่น
แล้วก็กลับมาลงเอยกันที่ห้อง
นั่งกินข้าวล้อมวงกัน 8 คน
อาทิตย์นี้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าตัวเองกินน้อยมาก
กุ้งที่ชอบก็แทบไม่ได้แตะ อะไรๆก็กินเพียงแค่ได้กิน
ไม่ใช่ว่าไม่หิว
แต่ข้าพเจ้ารู้สึกอิ่มจริงๆ ไม่รู้ว่าอิ่มอะไร
จนยายเป็นห่วง ตักปลามาให้ แล้วก็บอกว่า
"ปุ้มปุ้ยยังไม่ค่อยได้กินเลย"
แหะๆ ขอบคุณค่ะ
คืนนั้น ทุกอย่างค่อยๆลงตัว
คืนนั้นก็นอนหลับ ไม่รู้ว่าฝันอะไร
วันเสาร์ ที่7
วันนี้ตื่นกันแต่เช้ามืด
เพื่อเดินทางไปไหว้พระ แก้บนไข่ต้ม ที่วัดหลวงพ่อโสธรฯ
ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ที่มีโอกาสได้ไปกราบพระ ขอพรหลวงพ่อ
ครั้งแรกกับเพื่อนสนิท
ครั้งที่สองกับพี่ที่คิดว่าจะสนิท
ครั้งนี้ ครั้งที่ 3 กับครอบครัวใหญ่ๆ
ข้าพเจ้าเคยเปร่งความคิดว่าหากได้งานใหม่จะนำไข่ 100 ฟองไปถวายพร้อมน้ำพริกที่ชอบ
ที่บอกว่าเปร่งความคิด เพราะข้าพเจ้าไม่ได้พูดออกมา
หากแต่เป็นเพียงความคิดเพียงแว๊บเดียว
ที่เข้าหัวมา แล้วเราก็ต้องทำ อย่างที่เราบนไว้
ได้ไข่ 100 ฟองที่รอดชีวิต
ที่บอกว่ารอดชีวิต เพราะข้าพเจ้าซื้อไข่มา 4 แผง
ทั้งหมด 120 ฟอง
คืนวันที่ 6 ก็จัดการแบ่งต้มในหม้อหุงข้าว 2 หม้อ
ต้มในกะทะ แล้วก็นึ่งด้วย
ไข่ที่ยังคงสภาพความเป็นไข่ เปลือกไม่กระเทาะหรือแตกไป
มีเพียง 101 ฟอง
โชคดีจริงๆ
ไข่ที่นำไปแก้บน ทุกฟองจึงยังสวยงาม
สำหรับน้ำพริก แม่ได้เตรียมไว้มาด้วยจากที่บ้าน
เป็นน้ำพริกดิบปลาทู ของชอบของข้าพเจ้า
ทุกอย่างจึงพร้อม สำหรับการแก้บน
เราไปถึงวัดกันตั้งแต่ 7 โมงนิดๆ
รถยังไม่เยอะ คนยังไม่แน่น โชคดีอีกแล้ว
ไปบูชาดอกไม้ธูปเทียนที่นั่น
กล่าวบอกหลวงพ่อว่านำไข่มาแก้บน
วางไว้บนชั้น แล้วก็เข้าไปกราบไหว้หลวงพ่ออีกครั้งในโบสถ์
ทุกอย่างยังเหมือนเดิม เหมือนครั้งแรกที่มา
เป็นอันว่า ภารกิจนั้นเสร็จสิ้น
ระหว่างเดินไปขึ้นรถ
เห็นใคร(ที่พอจะอยากได้ไข่บ้าง)ก็บอก
"ไข่ต้มไหมค่ะ?"
ฟังดูเหมือนหาบเร่ขายไข่เลย
แต่ไม่ใช่นะ ก็ไม่อยากยัดเยียด ก็เลยถามตรงๆ
ว่าคุณอยากจะทานไข่หลวงพ่อหรือเปล่า
แล้วคุณลุงยาม(โบกรถ) ก็หยิบกันไปคนละ 2 ฟอง
มาถึงที่หอพักก็แบ่งให้คุณป้าแม่บ้านอีก 7 ฟอง
ก่อนเดินทางกลับหอพัก หลังจากไหว้หลวงพ่อแล้ว
ก็เดินทางต่อไปที่ตลาดบ้านใหม่
นั่งกินก๋วยเตี๋ยว บรรยากาศดีๆ ข้างแม่น้ำบางปะกง
เป็นร้านเดิมอีกครั้งที่ข้าพเจ้าเคยมากินกับเพื่อน มุมเดิมๆ
วันนั้นโชคดีอีกต่อที่ตลาด
พอดีมีงาน.... สักอย่าง
ทำให้ที่นั่นค่อนข้างครึกครื้น
พ่อค้าแม่ค้าบางคนจัดเต็ม ใส่เสื้อย้อนยุค
ด้วยการแต่งตัวที่กลมกลืน
ทำให้การเดินตลาดครั้งนี้ ได้อรรถรสพอสมควรเคย
หลังจากนั้นเราก็เดินทางกลับที่พักกัน ตอนนั้นก็ประมาณเที่ยงไปแล้ว
วันนี้ก็เลยไม่ได้ออกเดินทางไปไหนต่อ
จัดการกองผ้าที่ต้องซัก จาน ชาม ทุกอย่าง
รอแค่ให้พระอาทิตย์ตกดิน แล้วค่อยออกไปตลาดอาหารทะเลที่ถนนเลียบหาด
ตลาดทะเล ท่าเรือพลี มีทุกวันเสาร์ และวันนี้ก็วันเสาร์ ก็จัดอาหารทะเลให้เต็มอิ่ม
กุ้ง ปู ปลา โอ่ววว ครบ คราวนี้คงอิ่ม เอียน อาหารทะเลกันสักทีนะ
แต่ก่อนหน้าที่จะไปตลาด
เพราะเสียงดัง และความวุ่นวายของเด็กๆที่อยู่ในห้อง เกรงว่าจะไปรบกวนห้องข้างๆเขา
เราก็เลยออกมาที่สวนสาธารณะใกล้ๆ
เด็กเล่นของเล่น
คนแก่ เอ้ย ข้าพเจ้า พี่ แม่ ยาย ก็ปูเสื่อ นั่งเล่นกันใต้ต้นไม้
พอพระอาทิตย์เริ่มเข้าใกล้ขอบฟ้ามากขึ้น
ผู้คนต่างออกมาวิ่ง มาเดินเล่น ออกกำลังกาย
คราวนี้ยายก็เอาบ้าง
ยายเดินอ้อมสวนฯไปตั้ง 6 รอบแน่ะ
1 รอบ ระยะทางประมาณ 400 เมตร
ยกละ 3 รอบ
รอบแรกเดินเองคนเดียว
พอกลับมาเห็นว่าหน้าเริ่มเหลือง
ข้าพเจ้าก็เลยเดินเป็นเพื่อน
หากว่าแกหกล้ม หรือเป็นลม จะได้ช่วยได้ทัน
เมื่ออากาศเริ่มได้ที่
เราก็ออกไปซื้อของกินที่ตลาด แล้วก็มาปูเสื่อนั่งกินกันริมถนนเลียบหาด
เมื่อตกเย็นบรรยากาศที่นั่นจะดีมาก
สายลม แสงแดด ทะเล นก
ท้องฟ้าสีส้ม เวลาที่พระอาทิตย์กำลังจะตก
ข้าพเจ้าชอบบรรยากาศที่นี่มาก
ข้าพเจ้าชอบบรรยากาศแบบนี้
และนั่นก็คือที่เดียว ที่ใกล้ที่สุด ที่ข้าพเจ้าจะไปถึง
เมื่อทุกอย่างหมด เกลี้ยง ไม่เหลืออะไรเลย
เราก็ยังนั่งเล่นกันที่นั่น
อากาศ ลมเริ่มเย็น เราก็ยังนั่งที่นั่น
จนแล้ว ติงเกลบอกว่า "แม่ปวดขี้"
เท่านั้นล่ะ วงแตก รีบกลับบ้านกันเลยทีเดียว
ตอนแรกไม่ยอมกลับ
แม้ยายจะหนาว ก็ให้นั่งหลบลม
ไอ่ตาลปวดฉี่ ก็ให้ทนไปก่อน
แต่ปวดขี้นี่คงทนกันไม่ไหว
รีบกลับห้อง อาบน้ำ และนอน
เดี๋ยวๆอย่าเพิ่งนอน
วันนี้วันเกิดของคุณพ่อด้วย
เราไม่มีของขวัญอะไรจะให้พ่อเลย
แต่การอยู่แบบนี้ก็รู้แล้วล่ะว่าพ่อคงจะมีความสุขที่สุดแล้ว
การได้อยู่พร้อมหน้า ลูก หลาน
ของขวัญ จึงมีเพียงอ้อมกอด และรอยจูบที่แก้ม
รักพ่อนะคะ
และแล้วก็นอน... หลับฝันดี(ว่าอะไรนะ?)
วันอาทิตย์ ที่8
วันนี้ก็ยังคงความเป็นชาวพุทธ
เริ่มต้นวันด้วยการไปวัดอีกเช่นเคย
วันนี้ไม่ได้มีไปแก้บนหรืออย่างไร
เราแค่ไปวัด ไปถวายอาหาร ปกติเท่านั้น
วัดที่ไปนี้ คือวัดป่าวชิรบรรพต
วัดที่ข้าพเจ้าตั้งใจไว้ว่าจะไปปฏิบัติธรรมที่นั่นในช่วงหยุดปีใหม่นี้
เป็นการสอบถามข้อมูลจากพี่ที่ทำงานที่เคยไปที่นั่น
ข้าพเจ้าจึงอยากไปเห็นวัด และสอบถามข้อมูลเบื้องต้นที่นั่นบ้าง
ข้าพเจ้ายังใหม่กับเรื่องนี้ และยังไม่เคยไปปฏิบัติสักครั้ง
จึงตื่นเต้นอยู่พอตัว และยิ่งไปคนเดียวด้วยแล้ว ยิ่งไปกันใหญ่
ข้าพเจ้าชอบบรรยากาศ และมุมหนังสือที่นั่น
วันนั้น ข้าพเจ้าจึงตั้งใจไว้แล้วว่า ปีใหม่นี้ หากหยุดถึงเพียงวันที่ 2
ก็คงอยู่วัดยาว ไม่ได้กลับบ้าน
กลับบ้านอีกทีก็คงช่วงตรุษจีน
ก็ไม่มีปัญหา ขออนุญาตพ่อแม่แล้ว เขาไม่งอน โอเค ก็ไม่มีปัญหาอะไร
เราอยู่ร่วมทำวัตรเช้าก่อน
รับศีล รับพร
ทานข้าว ล้างจาน
แล้วก็เดินทางต่อ
เราเดินทางมุ่งหน้าไปสัตหีบ
ตอนแรกข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะพาไปหาดนางรำ
แต่พอใกล้ๆถึง ไม่รู้ว่าเพราะอะไร
ข้าพเจ้าก็บอกทางพ่อใหม่ ให้เลี้ยวเข้าค่ายทหาร มุ่งสู่หาดเตยงาม
เราถึงที่นั่นก็เกือบจะบ่ายโมงอยู่แล้ว
คนเริ่มเยอะ แต่ก็ยังโชคดีที่เรายังมีที่ให้ปูเสื่อนอน
มาครั้งนี้ข้าพเจ้าไม่ได้ลงเล่นน้ำด้วย แม้แต่เท้ายังไม่ได้ลงเยียบพื้นทราย
นอนใส่แว่น อ่านหนังสืออยู่ข้างหาด ใต้ต้นมะพร้าว เฝ้าของกับยาย 2 คน
คนอื่นๆ รวมถึงพ่อ ก็ลงไปเล่นน้ำกันหมด
ทะเลคราวนี้ค่อยดีหน่อย
ทะเลใส
ข้าพเจ้าชอบทะเลที่เป็นสีทะเล เป็นสีเขียวทะเล
มันดีเป็นทะเล มากกว่าน้ำโคลน
ท้องฟ้า ภูเขา สายลม
แม้แดดจะแรง สายลมจะหนาว
ก็ยังรู้สึกดี
เด็กๆยิ่งรู้สึกดี สนุกสนานกันยกใหญ่
ไม่หวั่นกลัวตัวดำ หรือแม้ปากจะสั่น ฟันกระทบกัน กึกๆ
ก็ยังอยากเล่น ไม่ยอมขึ้นฝั่ง
จนพระอาทิตย์ตกดิน
คืนนี้คือคืนสุดท้ายที่ครอบครัวจะอยู่กับข้่าพเจ้า
เราก็ยังคงงงว่าจะกินอะไรดี
แต่ท้ายสุดเราก็ลงเอย ออกไปสั่งอาหารแล้วใส่ถึงกลับเข้ามากินที่ห้อง
นั่งล้อมวงกินที่ห้องด้วยกันอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าอาหารอร่อย หรือเพราะบรรยากาศ
ข้าวและอาหาร ถึงได้เกลี้ยงขนาดนี้
กินเสร็จก็ตบท้ายด้วยไอศรีม
อิ่มหนำสำราญกันถ้วนหน้า
คืนนี้จึงเป็นอีกคืน
ที่อากาศหนาว แม้ผ้าห่มบาง ก็ยังอบอุ่น
เสียลมหายใจหลายๆเสียง
จะช้าหรือเร็ว ก็ฟังดูอบอุ่นจริงๆ
เช้านี้ที่บ้านกลับกันหมดแล้ว
ไม่รู้ว่าจะเจออะไรที่ห้อง
คืนนี้จะนอนหลับไหมนะ?
"ความวุ่นวาย ในบางครั้ง ก็ดูไม่ไกลจากความอบอุ่นเท่าไรนัก"
-หน้ากลม-