วันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2556

วันครอบครัว

9-12-13
11:17AM
"วันครอบครัว"

อาทิตย์ที่ผ่านมานี้ เป็นอาทิตย์ที่มีความหมายมากที่สุดสำหรับปีนี้เลยก็ว่าได้
อาทิตย์ที่มีครอบครัวรายล้อม

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม
เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษา ในหลวง
เป็นวันพ่อ
และก็เป็นวันที่ พ่อ แม่ ยาย พี่สาว หลานติงเกล หลานจิงจิง ไอ่ตาล
7 คน หอบข้าวหอบของมาหาที่ชลบุรี
ที่จริงครอบครัวข้าพเจ้าจะมาหาตั้งแต่ช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา
แต่เพราะตอนนั้นมีพายุนารีเข้าพอดี ก็เลยไม่ได้มากัน
สำหรับอาทิตย์นี้ ที่จริงข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะเดินทางกลับบ้าน
แม้กลับแค่วันเดียวก็ไม่เป็นไร
ด้วยความเหนื่อยล้าของสภาพจิตใจในช่วงนั้น
บอกว่า "มึงกลับบ้านเถอะ"
หากแต่พอพ่อ แม่ พี่สาว รู้ว่าตัวเองจะกลับบ้านด้วยเวลาแค่1วัน
ก็เลยตัดสินใจมาหาข้าพเจ้าเองซะที่ชลบุรี เพื่อมาดูสภาพความเป็นอยู่ของลูกสาวด้วย
สรุป พอบอกว่าจะมากันในวันที่ 5 ก็หอบข้าวหอบของเดินทางกันมาแต่บ่ายๆ วันนั้นเลย ถึงก็ทุ่มครึ่งพอดี

วันพฤหัสบดี ที่5
วันแรกนี้ เพราะเดินทางมาถึงก็ดึกแล้ว
ก็เลยไม่ได้พาออกไปไหน
ขนหอบข้าวของขึ้นห้อง แล้วก็ลงพามากินข้าวที่ร้านอาหาร อ.อูมซีฟู้ด ร้านใกล้ๆหอพัก
ต้มยำทะเลรวมมิตรน้ำใส ปลากระพงราดน้ำปลา ยำทะเลรวม หอยจ้อ อะไรอีกนา??
แล้วก็ข้าว 2 หม้อ กับอีก 1 ถ้วย
คิดล่ะว่าคงยังไม่จุใจ เป็นออเดิฟก่อนแล้วกัน วันหลังค่อยจัดใหม่
กลับมาห้อง ห้องนอนที่เคยกว้างมากกกก วันนี้กลับรู้สึกแคบ อึดอัดกันเลยทีเดียว
ข้าวของเต็มห้อง จนไม่รุว่าจะเอาไปเก็บ ไปกองที่ไหน
พอปูที่นอน ก็ยาวเหยียดจนเกือบจะถึงประตูห้องน้ำอยู่แล้ว
นอนเตียง3คน ยาย แม่ แล้วก็ข้าพเจ้า
ส่วนคนอื่นๆ ปูเบาะ นอนพื้นไป
ไล่ตามไปจากเตียง นุ้ย จิงจิง ตาล ติงเกล พ่อ
ก็อยู่กันง่ายๆ
พอไปที เพราะไม่ใช่ถาวะ
และนั่นล่ะ ถ้าจะอยู่กันยาว ข้าพเจ้าก็ต้องมีบ้านไว้รองรับล่ะทีนี้
นอนเตียงก็ใช่ว่าจะสบาย
เพราะกลัวจะไปเบียดแม่ และก็กลัวว่าแม่จะไปเบียดยาย
ไม่กล้านอนพลิกตัวมาก นอนตะแคงข้าง เมื่อยมาก และก็นอนไม่ค่อยกลับ หลับๆตื่นๆ
อาจจะเพราะไม่ชินว่ามีคนนอนข้างๆ
ปกติเตียงข้าพเจ้าจะมีเพียงหมอนข้างอยู่ข้างๆ
ห้องนอนก็ค่อนข้างจะเงียบ
ปกติจะมีแค่เสียงหายใจของข้าพเจ้าเอง
กับนาฬิกาหนึ่งเรือน ที่เดินเรื่อยๆ ดัง ติ๊ก...ติ๊ก.. ติ๊ก.. เป็นจังหวะต่อรับสลับกับลมหายใจของตัวเอง
คืนนั้นจะนอนไม่หลับก็คงจะไม่แปลกอะไร
ตื่นเช้ามาก็ไปทำงาน

วันศุกร์ ที่6
เช้านี้ข้าพเจ้าไปทำงานปกติ
ทิ้งให้ที่บ้านอยู่ กิน หรือเดินทางไปไหนกันเอง
หากแต่ก่อนไป ก็บอกแผนที่สำหรับเดินทางกลับหอพักไว้อย่างชัดเจนแล้ว
อย่างน้อง ไปไหน ก็กลับห้องได้ถูกก็พอ
ข้าพเจ้าก็จะได้ไม่เป็นห่วงมาก
แต่พอตกเบรค 10 โมง ก็ต้องโทรถามล่ะว่าอยู่กันยังไง
นี่ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นห่วงนะเนี่ย
ข้าพเจ้าทำงานปกติ และอาจทำงานเป็น 2 เท่า
เพราะตั้งใจว่าจะใช้โอทีวันหยุดที่เหลือ 9 ชม. ลางานสำหรับวันเสาร์ไป ให้กับครอบครัว
ก็ไม่เป็นอะไร สิทธิของเรา ก็ใช้ให้เต็มที่
โดยเฉพาะถ้าให้กับคนที่รัก ก็ดีแล้วล่ะ
วันนั้นสรุปแล้ว ที่บ้านเดินทางกันไปยังพิพิธพันธ์สัตว์น้ำที่ ม.บูรพาฯ (ซึ่งข้าพเจ้าเองก็ยังไม่เคยไป)
แต่ระหว่างนั้นก็แวะที่เขาสามมุกด้วย
ซึ่งบนนั้น ข้าพเจ้าเคยเปรี้ยวขึ้นไปคนเดียวแล้วครั้งนึง
เพราะไปทำบุญที่วัดโกมุทฯใกล้ๆแถวนั้น ก็เลยอยากรู้ว่าข้างบนจะมีอะไรบ้าง
ขึ้นไปถึง.. ก็มีแต่ลิง
ข้าพเจ้าไม่ปลื้ม
แต่ถ้าเป็นเด็ก ก็คงไม่แน่
คืนนั้น ไอ่จิงจิงก็ยังบอกตาว่า "ตาๆ อยากไปดูกะจู๋ลิง"
เอิ่มมม เด็กสมัยนี้
มันชอบดูกะจู๋ลิงกันหรือนี่
เห็นว่าหลังจากกลับจากพิพิธพันธ์ ก็แวะให้เด็กเล่นน้ำบางแสน
กินกุ้ง กินปู ไปพอตัวอยู่เหมือนกัน
น้ำบางแสนสมัยนี้น้ำไม่ค่อยน่าเล่นเลย
น้ำดำขุ่น ไม่ใสสะอาด
หากแต่คนที่เล่นเป็นเด็ก ก็เลยไม่เป็นปัญหา
ขอแต่ให้ได้เล่นเท่านั้น
กลับจากที่ทำงาน
ถึงห้อง ทุกคนก็อยู่กันพร้อมหน้า
(แอบคิดว่า การมีคนรออยู่ที่ห้อง ความรู้สึกมันเป็นแบบนี้หรอ ความรู้สึกที่หายไป เหมือนนาน นับจากออกมาจากรุงเทพฯ)
ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะพาไปไหนดี
เพราะครอบครัวข้าพเจ้าอายุค่อนข้างจะทุกวัยไปหน่อย
มีทั้งเด็ก ยันคุณยาย
จะพาไปเดินเล่นถนนคนเดิน ก็กลัวว่ายายจะปวดขา หลานจะร้องงอแงซื้อของเล่น กลัวพี่สาวจะช๊อปแหลก
ก็เลยพาไปตลาดหน้าศาล
ที่นั่นมีเมี่ยงปลาเผากินอร่อยๆ
เดินซื้อโน่น นี่ นั่น
แล้วก็กลับมาลงเอยกันที่ห้อง
นั่งกินข้าวล้อมวงกัน 8 คน
อาทิตย์นี้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าตัวเองกินน้อยมาก
กุ้งที่ชอบก็แทบไม่ได้แตะ อะไรๆก็กินเพียงแค่ได้กิน
ไม่ใช่ว่าไม่หิว
แต่ข้าพเจ้ารู้สึกอิ่มจริงๆ ไม่รู้ว่าอิ่มอะไร
จนยายเป็นห่วง ตักปลามาให้ แล้วก็บอกว่า
"ปุ้มปุ้ยยังไม่ค่อยได้กินเลย"
แหะๆ ขอบคุณค่ะ
คืนนั้น ทุกอย่างค่อยๆลงตัว
คืนนั้นก็นอนหลับ ไม่รู้ว่าฝันอะไร

วันเสาร์ ที่7
วันนี้ตื่นกันแต่เช้ามืด
เพื่อเดินทางไปไหว้พระ แก้บนไข่ต้ม ที่วัดหลวงพ่อโสธรฯ
ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ที่มีโอกาสได้ไปกราบพระ ขอพรหลวงพ่อ
ครั้งแรกกับเพื่อนสนิท
ครั้งที่สองกับพี่ที่คิดว่าจะสนิท
ครั้งนี้ ครั้งที่ 3 กับครอบครัวใหญ่ๆ
ข้าพเจ้าเคยเปร่งความคิดว่าหากได้งานใหม่จะนำไข่ 100 ฟองไปถวายพร้อมน้ำพริกที่ชอบ
ที่บอกว่าเปร่งความคิด เพราะข้าพเจ้าไม่ได้พูดออกมา
หากแต่เป็นเพียงความคิดเพียงแว๊บเดียว
ที่เข้าหัวมา แล้วเราก็ต้องทำ อย่างที่เราบนไว้
ได้ไข่ 100 ฟองที่รอดชีวิต
ที่บอกว่ารอดชีวิต เพราะข้าพเจ้าซื้อไข่มา 4 แผง
ทั้งหมด 120 ฟอง
คืนวันที่ 6 ก็จัดการแบ่งต้มในหม้อหุงข้าว 2 หม้อ
ต้มในกะทะ แล้วก็นึ่งด้วย
ไข่ที่ยังคงสภาพความเป็นไข่ เปลือกไม่กระเทาะหรือแตกไป
มีเพียง 101 ฟอง
โชคดีจริงๆ
ไข่ที่นำไปแก้บน ทุกฟองจึงยังสวยงาม
สำหรับน้ำพริก แม่ได้เตรียมไว้มาด้วยจากที่บ้าน
เป็นน้ำพริกดิบปลาทู ของชอบของข้าพเจ้า
ทุกอย่างจึงพร้อม สำหรับการแก้บน
เราไปถึงวัดกันตั้งแต่ 7 โมงนิดๆ
รถยังไม่เยอะ คนยังไม่แน่น โชคดีอีกแล้ว
ไปบูชาดอกไม้ธูปเทียนที่นั่น
กล่าวบอกหลวงพ่อว่านำไข่มาแก้บน
วางไว้บนชั้น แล้วก็เข้าไปกราบไหว้หลวงพ่ออีกครั้งในโบสถ์
ทุกอย่างยังเหมือนเดิม เหมือนครั้งแรกที่มา
เป็นอันว่า ภารกิจนั้นเสร็จสิ้น
ระหว่างเดินไปขึ้นรถ
เห็นใคร(ที่พอจะอยากได้ไข่บ้าง)ก็บอก
"ไข่ต้มไหมค่ะ?"
ฟังดูเหมือนหาบเร่ขายไข่เลย
แต่ไม่ใช่นะ ก็ไม่อยากยัดเยียด ก็เลยถามตรงๆ
ว่าคุณอยากจะทานไข่หลวงพ่อหรือเปล่า
แล้วคุณลุงยาม(โบกรถ) ก็หยิบกันไปคนละ 2 ฟอง
มาถึงที่หอพักก็แบ่งให้คุณป้าแม่บ้านอีก 7 ฟอง
ก่อนเดินทางกลับหอพัก หลังจากไหว้หลวงพ่อแล้ว
ก็เดินทางต่อไปที่ตลาดบ้านใหม่
นั่งกินก๋วยเตี๋ยว บรรยากาศดีๆ ข้างแม่น้ำบางปะกง
เป็นร้านเดิมอีกครั้งที่ข้าพเจ้าเคยมากินกับเพื่อน มุมเดิมๆ
วันนั้นโชคดีอีกต่อที่ตลาด
พอดีมีงาน.... สักอย่าง
ทำให้ที่นั่นค่อนข้างครึกครื้น
พ่อค้าแม่ค้าบางคนจัดเต็ม ใส่เสื้อย้อนยุค
ด้วยการแต่งตัวที่กลมกลืน
ทำให้การเดินตลาดครั้งนี้ ได้อรรถรสพอสมควรเคย
หลังจากนั้นเราก็เดินทางกลับที่พักกัน ตอนนั้นก็ประมาณเที่ยงไปแล้ว
วันนี้ก็เลยไม่ได้ออกเดินทางไปไหนต่อ
จัดการกองผ้าที่ต้องซัก จาน ชาม ทุกอย่าง
รอแค่ให้พระอาทิตย์ตกดิน แล้วค่อยออกไปตลาดอาหารทะเลที่ถนนเลียบหาด
ตลาดทะเล ท่าเรือพลี มีทุกวันเสาร์ และวันนี้ก็วันเสาร์ ก็จัดอาหารทะเลให้เต็มอิ่ม
กุ้ง ปู ปลา โอ่ววว ครบ คราวนี้คงอิ่ม เอียน อาหารทะเลกันสักทีนะ
แต่ก่อนหน้าที่จะไปตลาด
เพราะเสียงดัง และความวุ่นวายของเด็กๆที่อยู่ในห้อง เกรงว่าจะไปรบกวนห้องข้างๆเขา
เราก็เลยออกมาที่สวนสาธารณะใกล้ๆ
เด็กเล่นของเล่น
คนแก่ เอ้ย ข้าพเจ้า พี่ แม่ ยาย ก็ปูเสื่อ นั่งเล่นกันใต้ต้นไม้
พอพระอาทิตย์เริ่มเข้าใกล้ขอบฟ้ามากขึ้น
ผู้คนต่างออกมาวิ่ง มาเดินเล่น ออกกำลังกาย
คราวนี้ยายก็เอาบ้าง
ยายเดินอ้อมสวนฯไปตั้ง 6 รอบแน่ะ
1 รอบ ระยะทางประมาณ 400 เมตร
ยกละ 3 รอบ
รอบแรกเดินเองคนเดียว
พอกลับมาเห็นว่าหน้าเริ่มเหลือง
ข้าพเจ้าก็เลยเดินเป็นเพื่อน
หากว่าแกหกล้ม หรือเป็นลม จะได้ช่วยได้ทัน
เมื่ออากาศเริ่มได้ที่
เราก็ออกไปซื้อของกินที่ตลาด แล้วก็มาปูเสื่อนั่งกินกันริมถนนเลียบหาด
เมื่อตกเย็นบรรยากาศที่นั่นจะดีมาก
สายลม แสงแดด ทะเล นก
ท้องฟ้าสีส้ม เวลาที่พระอาทิตย์กำลังจะตก
ข้าพเจ้าชอบบรรยากาศที่นี่มาก
ข้าพเจ้าชอบบรรยากาศแบบนี้
และนั่นก็คือที่เดียว ที่ใกล้ที่สุด ที่ข้าพเจ้าจะไปถึง
เมื่อทุกอย่างหมด เกลี้ยง ไม่เหลืออะไรเลย
เราก็ยังนั่งเล่นกันที่นั่น
อากาศ ลมเริ่มเย็น เราก็ยังนั่งที่นั่น
จนแล้ว ติงเกลบอกว่า "แม่ปวดขี้"
เท่านั้นล่ะ วงแตก รีบกลับบ้านกันเลยทีเดียว
ตอนแรกไม่ยอมกลับ
แม้ยายจะหนาว ก็ให้นั่งหลบลม
ไอ่ตาลปวดฉี่ ก็ให้ทนไปก่อน
แต่ปวดขี้นี่คงทนกันไม่ไหว
รีบกลับห้อง อาบน้ำ และนอน
เดี๋ยวๆอย่าเพิ่งนอน
วันนี้วันเกิดของคุณพ่อด้วย
เราไม่มีของขวัญอะไรจะให้พ่อเลย
แต่การอยู่แบบนี้ก็รู้แล้วล่ะว่าพ่อคงจะมีความสุขที่สุดแล้ว
การได้อยู่พร้อมหน้า ลูก หลาน
ของขวัญ จึงมีเพียงอ้อมกอด และรอยจูบที่แก้ม
รักพ่อนะคะ
และแล้วก็นอน... หลับฝันดี(ว่าอะไรนะ?)

วันอาทิตย์ ที่8
วันนี้ก็ยังคงความเป็นชาวพุทธ
เริ่มต้นวันด้วยการไปวัดอีกเช่นเคย
วันนี้ไม่ได้มีไปแก้บนหรืออย่างไร
เราแค่ไปวัด ไปถวายอาหาร ปกติเท่านั้น
วัดที่ไปนี้ คือวัดป่าวชิรบรรพต
วัดที่ข้าพเจ้าตั้งใจไว้ว่าจะไปปฏิบัติธรรมที่นั่นในช่วงหยุดปีใหม่นี้
เป็นการสอบถามข้อมูลจากพี่ที่ทำงานที่เคยไปที่นั่น
ข้าพเจ้าจึงอยากไปเห็นวัด และสอบถามข้อมูลเบื้องต้นที่นั่นบ้าง
ข้าพเจ้ายังใหม่กับเรื่องนี้ และยังไม่เคยไปปฏิบัติสักครั้ง
จึงตื่นเต้นอยู่พอตัว และยิ่งไปคนเดียวด้วยแล้ว ยิ่งไปกันใหญ่
ข้าพเจ้าชอบบรรยากาศ และมุมหนังสือที่นั่น
วันนั้น ข้าพเจ้าจึงตั้งใจไว้แล้วว่า ปีใหม่นี้ หากหยุดถึงเพียงวันที่ 2
ก็คงอยู่วัดยาว ไม่ได้กลับบ้าน
กลับบ้านอีกทีก็คงช่วงตรุษจีน
ก็ไม่มีปัญหา ขออนุญาตพ่อแม่แล้ว เขาไม่งอน โอเค ก็ไม่มีปัญหาอะไร
เราอยู่ร่วมทำวัตรเช้าก่อน
รับศีล รับพร
ทานข้าว ล้างจาน
แล้วก็เดินทางต่อ
เราเดินทางมุ่งหน้าไปสัตหีบ
ตอนแรกข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะพาไปหาดนางรำ
แต่พอใกล้ๆถึง ไม่รู้ว่าเพราะอะไร
ข้าพเจ้าก็บอกทางพ่อใหม่ ให้เลี้ยวเข้าค่ายทหาร มุ่งสู่หาดเตยงาม
เราถึงที่นั่นก็เกือบจะบ่ายโมงอยู่แล้ว
คนเริ่มเยอะ แต่ก็ยังโชคดีที่เรายังมีที่ให้ปูเสื่อนอน
มาครั้งนี้ข้าพเจ้าไม่ได้ลงเล่นน้ำด้วย แม้แต่เท้ายังไม่ได้ลงเยียบพื้นทราย
นอนใส่แว่น อ่านหนังสืออยู่ข้างหาด ใต้ต้นมะพร้าว เฝ้าของกับยาย 2 คน
คนอื่นๆ รวมถึงพ่อ ก็ลงไปเล่นน้ำกันหมด
ทะเลคราวนี้ค่อยดีหน่อย
ทะเลใส
ข้าพเจ้าชอบทะเลที่เป็นสีทะเล เป็นสีเขียวทะเล
มันดีเป็นทะเล มากกว่าน้ำโคลน
ท้องฟ้า ภูเขา สายลม
แม้แดดจะแรง สายลมจะหนาว
ก็ยังรู้สึกดี
เด็กๆยิ่งรู้สึกดี สนุกสนานกันยกใหญ่
ไม่หวั่นกลัวตัวดำ หรือแม้ปากจะสั่น ฟันกระทบกัน กึกๆ
ก็ยังอยากเล่น ไม่ยอมขึ้นฝั่ง
จนพระอาทิตย์ตกดิน
คืนนี้คือคืนสุดท้ายที่ครอบครัวจะอยู่กับข้่าพเจ้า
เราก็ยังคงงงว่าจะกินอะไรดี
แต่ท้ายสุดเราก็ลงเอย ออกไปสั่งอาหารแล้วใส่ถึงกลับเข้ามากินที่ห้อง
นั่งล้อมวงกินที่ห้องด้วยกันอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าอาหารอร่อย หรือเพราะบรรยากาศ
ข้าวและอาหาร ถึงได้เกลี้ยงขนาดนี้
กินเสร็จก็ตบท้ายด้วยไอศรีม
อิ่มหนำสำราญกันถ้วนหน้า
คืนนี้จึงเป็นอีกคืน
ที่อากาศหนาว แม้ผ้าห่มบาง ก็ยังอบอุ่น
เสียลมหายใจหลายๆเสียง
จะช้าหรือเร็ว ก็ฟังดูอบอุ่นจริงๆ


เช้านี้ที่บ้านกลับกันหมดแล้ว
ไม่รู้ว่าจะเจออะไรที่ห้อง
คืนนี้จะนอนหลับไหมนะ?



"ความวุ่นวาย ในบางครั้ง ก็ดูไม่ไกลจากความอบอุ่นเท่าไรนัก"



-หน้ากลม-

วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

อาสาพา(ตาม)ไป ตอนที่ 2 สร้างฝาย บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์


เมื่อวันที่ 16-17 พ.ย.56 ที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเข้าร่วมค่ายอาสาอีกครั้ง

“ค่ายอาสา พัฒนาลุ่มน้ำ”
เรียนรู้เรียนสร้าง กับผู้ใหญ่บ้านห้วยเกรียบ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์

เป็นค่ายที่ใช้เวลารอมาเนิ่นนานกว่าจะมาถึง
เพราะสมัครกับเพื่อนไปตั้งแต่เดือนก่อนโน้น

เมื่อถึงวัน อาสาสมัครที่ไปร่วมก็ยังคงมีหน้าเดิมๆอยู่หลายคน
หน้าใหม่ที่ยังไม่เคยเจอก็เยอะ ซึ่งก็เป็นกลุ่มคนที่ทำค่ายอาสาสมัครอยู่แล้ว
สำหรับคนในวงการ ก็คงจะไม่ใช่บุคคลหน้าใหม่ เป็นคนที่คุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดี
คิดว่าถ้าออกค่ายบ่อยๆ อาสาสมัครที่ไปคงมีแต่คนที่คุ้นเคยกันทุกคน

การเดินทางเช่นเคย นัดเจอที่ปั้ม ปตท.สนามเป้า
ซึ่งอยากจะถามคนจัดอยู่เหมือนกัน ทำไมค่ายหลายๆค่าย จึงนัดเจอกันที่นี่
มันสะดวกที่สุดแล้วหรอ?
ไม่ว่าจะไปภาคอีสานเหมือนครั้งก่อน หรือจะภาคใต้อย่างครั้งนี้ จุดรวมพลก็ยังคงเป็นสนามเป้า

เนื่องจากระยะทางกรุงเทพฯ – ประจวบฯ ใช้เวลาไม่นาน กว่าจะออกเดินทางด้วยรถบัสปรับอากาศ(ธรรมชาติ) ก็ดึกไปเกือบๆเที่ยงคืน
ช่วงนี้มีพายุเข้า และอากาศเริ่มต่ำบ้างแล้ว
และพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ หนึ่งในนั้นก็คือ จ.ประจวบฯ
และก็เป็นอย่างที่พยากรอากาศได้บอกไว้ เมื่อถึงประจวบ ลงรถ ฝนก็ตกลงมาในบัดดล แต่อากาศก็ไม่ได้เย็นอย่างที่คิด แค่สบายๆ  ก็ดีแล้วไง
สถานที่พักคือบ้านผู้ใหญ่อ้อย บ้านห้วยเกรียบ
กินข้าว กล่าวต้อนรับ เล่นเกมส์นิดๆ ทำกิจกรรมหน่อยๆ บัดดี้ บัดเดอร์ ด้วย แล้วก็เดินทางไปสร้างฝาย ซึ่งอยู่ไม่ไกล

รอเล่นเกมส์.. ไรหึ๊?
พร้อม!!!!!




















การเดินทางคิดว่าจะต้องเดินเท้าเข้าไป แต่ไม่ต้องเลย ทางชาวบ้านได้จัดเตรียมรถสำหรับเข้าไปส่ง ทั้งคนและของให้เสร็จสรรพ

ในกิจกรรมสร้างฝาย ตอนแรกก็ยังงงๆว่า ต้องทำอะไรบ้าง เพราะไม่เคยสร้างฝายเลยสักครั้งในชีวิต ครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรก
แล้วก็มีคนสั่งงาน ให้ช่วยกันแพ็คทรายใส่กระสอบไว้ ตอนแรกก็บอก 70% บ้าง หลังๆเอาแค่ครึ่ง
ความหนักหน่วง และฝนที่โปรยปรายมาตลอด สร้างความล้าและความเหน็ดเหนื่อยให้ไม่น้อยเลย
แต่ในเมื่อเราอาสามาทำแล้ว ก็ทำให้ถึงที่สุดอ่ะนะ
กระสอบทรายที่หนักๆ โยนโครมๆเลยค่ะ 555
กลายเป็นหญิงแกร่งไปโดยปริยาย

ขุดๆ ขนๆ







ทับๆ ถมๆ

นอกจากช่วยกันแพ็คกระสอบ ขนกระสอบ
ก็มีลุยน้ำมาช่วยมัดลวดทำคอกไม้ไผ่ด้วย
มัดยากไหม?
ไม่หรอก แค่ต้องระวังอย่าให้ปลายลวดทิ่มแทงนิ้วได้ เดี๋ยวจะกลายเป็นสร้างแผลให้ตัวเองโดยไม่จำเป็น
มัดเอาให้แน่นสุดๆ เพราะฝายเราจะได้แข็งแรงๆ
และแล้วฝายของเราๆก็เสร็จ ใช้เวลาไปหนึ่งวันเต็ม (เป็นแบบกึ่งถาวร)

กลับมาถึงที่พักก็รีบอาบน้ำ แต่งกายด้วยชุดพื้นเมือง(บ้าน) เท่าที่จะสรรหามาได้
ของข้าพเจ้านี่แต่งแนว เด็กดอย แต่แก้มไม่สีชมพูนะ เนื่องจากหน้าซีดเป็นปกติ เอิ่กๆ
แต่งตัวรอเพื่อไปร่วมงานลอยกระทงที่วัดในหมู่บ้าน
แต่แล้วฝนก็ตก จึงกร่อยไปเลย
แต่ไม่เป็นไร เพราะสภาพร่างกายบอกว่า “นอนเหอะ ใช้งานกันมาเยอะแล้ว”

พลาดไม่ได้กับกิจกรรมนี้ .. จุดเทียน ร้องเพลง
ค่ำคืนนี้มีโอกาสได้นอนเต้นท์
เสียดายที่ไม่ได้กางใต้ท้องฟ้าที่มีหมู่ดาว
เพราะฝนตก เลยกางนอนกันในร่ม
ก็ไม่เป็นไร
หลับๆ ตื่นๆ ฝนตกทั้งคืน อากาศสบายๆ ไม่เหน็บหนาว

เช้าวันรุ่งขึ้นก็เตรียมพร้อมเดินทางกลับ
ระหว่างทางก็แวะถ่ายรูปที่บ้านกรูด
ไหว้พระมหาธาตุที่วัด...แยก
แล้วก็เดินทางกลับ มุ่งสู่ กทม.


จุ๊บๆ

หาดที่บ้านกรูด .. คลื่นสูง

เท่ห์ใช่ย่อย 555

กว่าจะได้ภาพนี้ (โดดมาแล้วกว่า 10 ครั้ง)

ขอพรพระมหาธาตุ

อ่อ ระหว่างทางมีเฉลยบัดดี้ บัดเดอร์ด้วย
และแล้วความบังเอิญก็เกิดกับข้าพเจ้าอีกครั้ง
บัดดี้ของข้าพเจ้า กลายเป็นบัดเดอร์ข้าพเจ้าด้วย
ถ้าเป็น ผช. ข้าพเจ้าคงจับเป็นเนื้อคู่ล่ะ 555

ของข้าพเจ้าที่เขียน
“ทำและเป็นในสิ่งที่รัก แล้วจะพบกับความสุขที่ยั่งยืน”
โจทย์ “มิตรภาพ”

ของบัดดี้ น้องดา
“สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ”
โจทย์ “ช่วงเวลาแห่งความสุข”


ขอบคุณอะไรหลายๆอย่างที่ทำให้ได้ไปค่าย
ผู้จัดกิจกรรม
ผู้ใหญ่บ้าน
ชาวอาสา
คำเชิญ+ไซโคหน่อยๆจากไอ่หมาน้อย (ไม่งั้นคงไม่ได้ไป)
โอทีที่ทำให้มีวันหยุด ได้มีช่วงเวลาดีๆ ทำอะไรๆให้มีความหมายบ้าง
ที่สำคัญสุดๆ
ขอบคุณใจข้าพเจ้าที่ตัดสินใจเข้าร่วมค่าย
ขอบคุณตัวข้าพเจ้าที่มีแรงกาย ทุ่มเททำงานได้เต็มที่



ถามว่าเหนื่อยไหม?
เหนื่อย
ล้า
ได้แผลถลอก
ปวดข้อนิ้ว นิ้วระบม
ปวดหลัง เหมือนหลังจะหัก ก้มๆเงยๆก็ โอยๆ
ปวดแขน ทำอะไรๆ เป็นต้องเกร็ง
ปวดขา ทำให้เดินเยาะแยะ

แต่ตอนทำรุสึกไหม?
ไม่อ่ะ
มันส์ดี  555 :P

ความสำเร็จของเรา




-หน้ากลม-

กับวันอาสา


วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ออกพรรษา

"ออกพรรษา"


เสาร์ 19 ตุลาคม ที่ผ่านมาออกพรรษาแล้ว

แต่เพราะยังต้องทำงานก็เลยไม่ได้ทำบุญ

แต่ก็ยังได้กลับไปตักบาตรเทโว ซึ่งเป็นวันถัดจากวันออกพรรษา

ปีนี้ตักบาตรที่บ้าน วัดบ้านหนองตะไก้

พระไม่เยอะ แต่คนเยอะมาก เต็มศาลาเลย

แม่ พี่ๆ น้องๆ และข้าพเจ้า ก็แอบแทรกไปหาที่นักจนได้

วัดที่นี่ ส่วนของข้าวสารที่ชาวบ้านเอามาตักบาตร จะมัดใส่ถึงเป็นกิโลๆ เพื่อขายและเปลี่ยนเป็นเงิน

ที่บ้านของข้าพเจ้าซื้อมา 40 กิโลกรัม 800 บาทถ้วน

เห็นขนาดนี้ไม่ได้ว่าซื้อมาเยอะนะ เพราะซื้อเผื่อไว้ให้ป้า น้า และยายด้วย แบ่งๆกันไว้ใช้

ที่บ้านไม่ได้ทำนามานานแล้ว จึงไม่มีข้าวไว้ให้กิน ซื้อกินเอา ซึ่งข้าวก็ขึ้นเอาๆ


กลับจากวัดก็ไม่ได้ทำอะไร

นั่งเล่นคุยกับพี่ กับแม่ กับพ่อ กับยาย เล่นกับหลาน เรื่อยๆ

จนบ่าย น้าก็ชวนกินส้มตำ ที่ตำกันกันเองหลังบ้าง

อร่อย แซ่บเว่อร์

แล้วหนึ่งวันก็หมดไป

แต่หมดไปอย่างคุ้มค่า เพราะเวลานี้คือเวลาของครอบครัว

หนูรอพระม่ะไหวแล้วนะคะ .. ขอเล่นก่อนแล้วกันนะ

ข้าว(สาร)ของหนู


คุณแม่ กะคุณยาย นั่งรอใส่บาตร







แซ่บเว่อออร์

..

มาถึงวันที่จะกลับมาทำงาน

มาเผชิญโลกความจริง ของการทำงาน

ข้าพเจ้าก็มีโอกาสได้ไปตักบาตรพระจำนวนหมู่มากอีก

ที่วัดป่าสมบูรณ์ หรือ วัดส่าเลือดที่คนพื้นที่รู้จักกันดี

เพราะมีพระเข้าปริวาส พร้อมๆกับแม่ขาวด้วย (ยายก็ไป)

จำนวนจึงค่อนข้างจะเยอะ แต่ทั้งนี้ก็ยังไม่มาก เมื่อเทียบกับเมื่อก่อน

เมื่อก่อนสมัยเรียนมัธยมต้น ที่มาใส่ข้าวสุก ใส่แทบไม่ต้องได้เงยหน้ามองอะไรกันเลยทีเดียว

ได้แต่ก้มหน้าก้มตา ตักข้าวให้ทันบาตรพระท่านที่เดินผ่านมา

แต่สุดท้ายต่อให้ก้มหน้าก้มตาเท่าไหร่ ก็ยังมีพลาดไม่ได้ใส่พระบางรูปจนได้

สมัยนั้นพระท่านมากันเยอะมาก

ปีหลังๆที่ว่าเยอะแล้ว จึงน้อยไปถนัดตา

หรืออาจจะเพราะเป็นวันแรกอยู่ก็เป็นได้



สาธุๆ นี่แค่วันแรก

ตั้งแถวรอ



อิ่มบุญ

อิ่มท้อง

อิ่มกาย

อิ่มใจ


ขอความสงบมาสู่จิตใจของข้าพเจ้า

วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556

อาสาพา(ตาม)ไป ตอนที่ 1 ฮัก บ้านโฮมฮัก


หากลบช่วงเวลาของครอบครัวไป

อาทิตย์นี้

เป็นอาทิตย์แรก

เป็นครั้งแรก

ที่ข้าพเจ้ารู้สึกว่าตัวเองได้ใช้เวลาได้มีความหมายมาก

กับการไปเยือนบ้านโฮมฮัก ยโสธรในครั้งนี้


ข้าพเจ้าอาจไม่ได้มีความลึกซึ้งเหมือนใครๆหลายคน

ข้าพเจ้าอาจยังห่างไกลความเป็นอาสา

หากแต่ข้าพเจ้าคือสมัคร หัดเดิน และก้าวขาเข้าสู่การมีชีวิตในอีกรูปแบบหนึ่ง


ดังโครงการนี้ "วันอาทิตย์มีความหมาย" ที่ข้าพเจ้าได้ตั้งให้ตัวเอง และเตือนตัวเอง ถึงการมีชีวิต

แรกสุดไม่ได้รวมถึงการทำอะไรๆเพื่อสังคม

แต่หมายถึงการเข้าวัด ซึ่งสิ่งที่ทำนั้น มันก็เพื่อตัวของข้าพเจ้าเอง

ข้าพเจ้าเองคิดแค่ว่า การเข้าวัดทำบุญ แค่นั้นก็มีความหมายมากมายแล้ว

หากแต่วันนี้ ข้าพเจ้ากลับไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นอีกแล้ว

ข้าพเจ้าทำอะไรๆเพื่อตัวเองมาเยอะแล้ว

ทั้งการมีชีวิตที่เรียบง่าย

การพานพบอุปสรรคและผ่านไป ทั้งด้วยตัวเองและคนรอบข้างให้การช่วยเหลือ

ความสุข ที่หามาให้ตัวเอง ไม่ว่าจะความสบาย ความพร้อม ความต้องการ

ข้าพเจ้าหามาให้ตัวเองก็ถือว่าเยอะแล้ว

ไอ่บรรยาสิ่งที่จะนำมาสนองกับความต้องการ ตัณหาของตัวเอง

ไม่เคยมีคำว่า "พอ"

ได้คืบ ก็จะเอาศอกเสมอๆ

บรรลุความต้องการหนึ่งอย่าง ก็จะยังคงสรรหาอย่างใหม่เข้ามาทดแทน

ข้าพเจ้าใช่ว่าจะตัดทิ้งความต้องการของตัวเองออกไป

หากแต่อาจจะต้องลด ความสำคัญ ของมันลงไปบ้าง

หากยังหายใจ สิ่งเหล่านี้หาเมือ่ไหร่ก็ได้

นั่นล่ะ ข้าพเจ้าให้ตัวเองมาเยอะแล้ว ถามว่าพอไหม? ก็ยังหรอก จนกว่าจะบรรลุ


แล้ววันหนึ่ง ไม่รู้ว่าด้วยอะไร หรือใคร

ข้าพเจ้าก็ได้สมัครค่ายอาสาอุ่นไอ ใจร้อยใจนี้ไป

ข้าพเจ้าสมัคร แบบไม่ได้คิดถึงว่าจะไปทำอะไรบ้าง

หากแต่กรอกใบสมัครไป แบบว่า "คงไม่ติดหรอก"

แต่แล้ว ก็ติด

พอติดก็มีคิดว่าจะไปหรือไม่ไปอีก

แต่ด้วยความเป็นค่ายอาสาที่ไปมอบความรักให้เด็กที่บ้านโฮมฮัก

เป็นค่ายที่ได้ไปด้วยการเลือกแล้วของคณะทำงาน (หรืออาจจะสุ่ม)

ข้าพเจ้าก็ไม่กล้าที่จะ ไม่ตอบรับการเข้าร่วม

ข้าพเจ้าคิดอยู่หลายวัน จัดสรรเรื่องเงินเรื่องงาน

จนแล้วแค่อึดใจ ที่ข้าพเจ้ารู้สึกถึงความรักจากใครคนหนึ่ง

ข้าพเจ้าก็ตัดสินใจว่า "ฉันจะไป"

แล้วก็รีบคอนเฟิร์มการเข้าร่วม ก่อนที่จะเกิดการโลเลอีกครั้ง

ข้าพเจ้าไม่ได้คิดอะไรที่ลึกซึ้งไปมากกว่า ทำชีวิตตัวเองให้มีความหมาย


แล้ววันเดินทางก็มาถึง

ข้าพเจ้าเลิกงาน 5 โมงเย็น ซึ่งอาบน้ำก่อนแล้วที่ออฟฟิตเมื่อ4ครึ่งจึงออกเดินทางเข้ากทม.ได้เร็วกว่าที่คิดไว้ นั่นคือ เพียงแค่ 1 ชั่วโมงของการเดินทาง ข้าพเจ้าก็ถึงจุดหมาย

ปตท. สนามเป้า นั่นคือจุดรวมพล

พาหนะสำหรับเดินทางคือ รถบัสพัดลม

ผิดคาด แต่ก็ ไม่เกินกว่าที่จะเป็นไปไม่ได้

และก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรมากมาย เพราะเมื่อก่อนเราก็นั่งรถพัดลม

การเดินทางยาวนาน 9 ชั่วโมง

ความเมื่อยล้าจากการเดินทาง

ความอ่อนล้าจากการไม่ได้นอน(นอนหลับเลยสิ ชั๊กกะตุ๊กๆ)

แต่ก็นั่นล่ะ มันก็ยังไม่ได้เป็นอุปสรรคมากมาย ในการทำกิจกรรม

ซึ่งนั่นคือจุดประสงค์ของการออกค่ายในครั้งนี้

คือรู้อยู่แล้วว่าต้องเหนื่อย แต่ก็มา


ข้าพเจ้าไม่เล่ารายละเอียดถึงสิ่งต่างๆ กิจกรรมต่างๆที่อยู่ในค่าย

หากแต่สรุปย่อๆได้ว่า

เด็กที่นั่น ทุกคนดูแข็งแรง และปกติดี


ข้าพเจ้าเล่นกับเด็ก กอดเขา หยอกเขา

ข้าพเจ้าอยู่ปะปนกับเขา

จนลืมไปสนิทว่า เขามีปัญหาด้านสุขภาพเช่นไร

เพราะสิ่งที่ข้าพเจ้ารู้สึกคือ

พวกเขาคือเด็กปกติ


ข้าพเจ้าไปมอบความรักให้เขา

หากแต่ ข้าพเจ้าเองก็ได้ความอบอุ่นกลับมา


การช่วยเหลือใครสักคน

การทำอะไรๆเพื่อใครสักคน

ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่เรารัก

ไม่จำเป็นต้องเป็นคนในครอบครัว

(เพราะคนเหล่านั้นเราทำให้อยู่แล้ว)

การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

"มันปิติแท้น่อ"



ข้าพเจ้าเหนื่อยจากการเดินทาง

ข้าพเจ้าล้าจากการไม่ได้นอน

แต่กลับรู้สึก อุ่นๆในหัวใจ


ขอบคุณที่มอบความอบอุ่นให้กัน

ฮักนะ บ้านโฮมฮัก


ข้าพเจ้าเดินผ่านก้าวแรกมาแล้ว
และจะมีก้าวต่อๆไป
เพื่อใครหลายๆคน



วันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2556

เข้าป่า ที่วัดป่าอัมพวัน

สวัสดีวันอาทิตย์ค่ะ

อาทิตย์นี้ข้าพเจ้าได้เปลี่ยนบรรยากาศสถานที่ทำบุญ เป็นเข้าป่ากันบ้าง
วันนี้ตื่นแต่เช้า(กว่าไปทำงาน) ไปวัดป่าอัมพวัน ชลบุรีกันค่ะ
ทางไปนี่อยู่เส้นทางไปบ้านบึง แต่ถ้าไปไม่ถูกถามอากู๋เกิลหรือเข้าเว็บของวัดก็บอกทางได้ค่ะ ไม่มีหลง

วันนี้ตื่นแต่เช้า แวะซื้ออาหารไปถวายวัดที่ตลาดระหว่างไปวัด
ตอนที่พี่บอกว่าจะพาไปวัดป่าอัมพวัน บอกว่าต้องเข้าไปในป่า ไม่คิดว่าจะป่า ภูเขาล้อมรอบขนาดนี้

วันนี้ไปสายหน่อย แต่ก็ได้ทำบุญอ่ะนะ
ไปทำบุญถวายอาหาร
ล้างจาน
ให้อาหารปลา
และก็ได้หนังสือธรรมะของหลวงพ่อจันดีกลับมาด้วย
ซึมซับบรรยากาศ แม่น้ำ ภูเขา
พร้อมๆกับความเงียบ สงบ




พระสงฆ์กำลังเดินต่อแถวเข้าไปตักอาหารที่ญาตโยมนำมาถวายใส่บาตร สำหรับฉันท์


ครูบาฯ
สาธุ!!


ธรรมะ ใน สวนธรรม

ไก่พันธุ์ ไม้ไผ่ รึป่าว 555



น้ำ(ไหล)นิ่ง

แค่ชอบสีเขียวของใบไม้อ่อน

สูงๆ

ป. นานแบบ

อนุสรณ์สถาน

พระโพธิญาณเถร

หลวงพ่อชา


ปาปารัสซี่ ฝูงผีเสื้อ
ขอความสงบมาสู่จิตใจท่านทุกคน

สาธุ

วันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2556

งานแต่งเจ้แพรว



อาทิตย์นี้ข้าพเจ้าไม่ได้ไปวัด หรือไปทำประโยชน์ต่อสังคมอย่างไร

นั่นเหตุผลเพราะ

เมื่อวันศุกร์หลังเลิกงานข้าพเจ้าเดินทางกลับบ้านที่โคราช

เพื่อร่วมงานแต่งของเจ้แพรว รุ่นพี่รุ่นน้องทางพ่อ

ก็ถือซะว่า

ข้าพเจ้าได้อยู่บ้าน

มอบความสุขให้ครอบครัว ให้ตัวเอง

และเข้าร่วมพิธีมงคลสมรสของเจ้แล้วกันนะค่ะ

ตอนนี้ก็เหนื่อยมากแล้วจากการเดินทาง

กลับมาทำงานแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น

เหน็ดเหนื่อย และอันตราย


ขอความสวัสดีจงมาสู่ข้าพเจ้า กับการเดินทาง ทั้งบนถนน และในชีวิต

รวมไปถึงเพื่อนร่วมทางทั้งในและนอก และบนท้องถนน

เทอญ

..
สาธุ

วันอาทิตย์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ทำบุญ ต่อ แวะเขาสามมุข

วันนี้สลัดความเหนื่อยล้า ลุกขึ้นออกจากเตียงได้แล้วค่ะ

ช่วงที่ผ่านมางานเร่ง งานด่วน งานๆๆๆ

แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่ดีเลยที่ทำให้อาทิตย์ก่อนหน้านี้ไม่ลุกออกไปทำบุญ

รู้สึกโกรธตัวเองที่มีเหตุผลไม่เพียงพอ แต่ก็ทำไปแล้ว

วันนี้ก็เกือบจะเหมือนอาทิตย์ก่อน

แต่สุดท้าย ก็ออกไปวัดโกมุทฯจนได้


วันนี้ข้าพเจ้าออกไปทำบุญที่วัดโกมุทฯ

การเดินทางเช่นเดิม แต่วันนี้ออกไปเช้ากว่าทุกวัน

ค่อยๆขับรถไป

ด้วยบรรยากาศเลียบหาดที่น่าวิ่งมาก

เกือบจะเปลี่ยนใจจอดรถแล้วออกกำลังกายแทนไปแล้ว

แต่วันนี้เราตั้งใจไปวัด ก็เลยตรงไปวัด

แวะซื้อกับข้าวเพื่อทำบุญ เช่นเคย

ข้าว1 กลับ1 ขนม1

น้ำและนมเตรียมไว้แล้ว

ทำบุญๆ ทุกอย่างเช่นเคย

เสร็จพิธีก็อยู่ล้างจานชามซะก่อน

สาธุ


หลังจากกลับจากวัด

ข้าพเจ้าก็ขับรถเลยออกไปที่เขาสามมุก

เพราะดีรีวิวไว้ว่าจะไป

ก็เลยไป ไหนๆอีกหน่อยก็จะถึงจุดหมายแล้ว

เป็นเขาเตี้ยๆ ลิงเยอะๆ

สุดท้ายไม่มีอะไร

ขึ้นไปตรงจุดชมวิวบนสุด

ชักภาพวิวมา 1

กับลิงน้อยกินถั่ว 1

แล้วก็ลงจากเขาตรงกลับห้อง

ก็ไม่มีอะไร

ไม่ได้ประทับใจอะไร

แค่ว่า..

มาถึงยอดเขาสามมุกแล้วล่ะ

55






วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

วัดโกมุทฯ

อาทิตย์นี้ยังคงมุ่งหน้าเข้าวัดค่ะ

แม้จะมีหลายๆอารมณ์ หลายๆความคิด ความรู้สึก เข้ามาถาโถม ซัดกระดอนกระเด็น ให้รู้สึกเหนื่อยหน่าย อ่อนล้า ทั้งกายและใจ

แต่วันนี้ก็ลากตัวเองให้เข้าวัดจนได้ค่ะ

อาทิตย์นี้ยังคงปกติเช่นเคย ข้าพเจ้ากับพี่ๆไปวัดโกมุทรัตนารามกันค่ะ

และอยู่จนล้างจานเช่นเคย

อนุโมทนาบุญ สาธุ ด้วยนะค่ะ

"ขอให้ความสงบมาสู่จิตใจ"



กลับจากวัดข้าพเจ้าแวะซื้อบ๊อบบี้ ตุ๊กตาขนาดพอเหมาะให้ติดรถและนั่งร่วมเดินทางไปกับคนขับ
ข้าพเจ้ามีหนึ่งตัว เพื่อนรักอยากได้เหมือนที่ข้าพเจ้ามี อยากเอาไว้ในตำแหน่งรถเหมือนๆกัน

เราจะได้เดินทางไปด้วยกัน ตลอดไป

วันอังคารที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

วัดบ้านหนองตะไก้

อาทิตย์นี้กลับบ้านที่โคราชมาค่ะ ก็เลยเขียนช้าไปหน่อย

แถมวันอาทิตย์ก็ไม่ได้ไปวัดซะอีก คือรอไปวัดวันพระใหญ่ วันอาสาฬหบูชาน่ะค่ะ

อาทิตย์นี้ก็เลยกลายเป็น "To day is Arsarahabucha day"


วันจันทร์ตื่นแต่เช้าอาบน้ำไปวัดค่ะ

ของที่จะถวาย ข้าว กับข้าว แม่เป็นคนเตรียมให้ทั้งหมด ลูกๆมีหน้าที่พาไป และไปวัดด้วยกัน

เมื่อถึงวัดก็เดินขึ้นศาลา ไปกราบพระประธานก่อน แล้วก็เอานม เอาเงินปัจจัย กราบไว้ยายชา (เริ่มเทศกาลเข้าพรรษา ยายก็เลยไปเป็นชีพรหมอยู่ที่วัด และน่าจะทุกๆวันพระ จนกว่าจะออกพรรษา)

เสร็จแล้วก็เอาอาหาร ลงมาจัดใส่จาน ตักข้าวใส่บาตร เทน้ำใส่กา จากนั้นก็เดินไปที่โบสถ์ เพราะที่นั่นมีอัฐิของปู่ย่าตายายอยู่ที่นั่น ไปนิมนต์พระท่านให้สวด.... เรียกว่าอะไรหว่าา?? ติดอยู่ที่ปากค่ะ นึกไม่ออก -*-" นั่นแหล่ะค่ะ เป็นการอุทิศส่วนบุญให้ญาติๆที่ล่วงลับไปแล้ว

กลับมาที่ศาลา ขึ้นมารถรับศีล รับพร ถวายอาหาร แด่พระสงฆ์

เสร็จพิธีก็กลับ ไม่มีอะไรมาก

จากนั้นก็เป็นเวลาครอบครัวค่ะ ^^

วันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

อิ่ม บุญ

อาทิตย์นี้ได้มีโอกาสไปทำบุญที่สถานที่ใหม่ๆบ้างค่ะ ริมชายหาดอ่างศิลา "วัดโกมุทรัตนาราม"

ข้าพเจ้าตื่นแต่เช้าเช่นเคย แวะซื้ออาหารไปทำบุญ เป็นอาหารใต้ร้านอร่อยๆ เลี้ยวเข้าแยกอ่างศิลาไปไม่ไกล อาหารมีให้เลือกหลากหลายและ อร่อยด้วย ต้องไปโดน 555

ถึงวัดก็จัดแจงอาหารใส่ถาดและยกเข้าไปในศาลา ทำพิธีแล้วก็ถวายอาหาร วิธีก็เช่นเคยเหมือนกับธุดงคสถานชั้นยอด คือใส่รถเข็น แล้วเลื่อนผ่านหน้าพระแต่ละรูปให้พิจารณาอาหารของญาติโยมที่นำมาถวาย

วันนี้โชคดีมีทอดผ้าป่า ข้าพเจ้ากับพี่ๆก็เลยอยู่รอร่วมทอดผ้าป่าด้วย

และวันนี้ก็มีโรงทานด้วย โอ่วววว อิ่มหนำสำราญมากๆเลย

อิ่มบุญ แล้วก็อิ่มท้องด้วย

มีทานโรงหนึ่งนำขนมมาแจกจ่าย ข้าพเจ้าได้มีโอกาสช่วยเข้าห่อขนมด้วย ตอนแรกกะว่าจะไปชิมเฉยๆ พอเห็นน้องแฝดสองคน ห่อด้วยความตั้งใจ ก็เลยอยากจะช่วยบ้าง ก็เลยยืนช่วยห่อ มาวันนี้ข้าพเจ้าเพิ่งจะรู้ว่าตัวเองห่อขนมผิดมาโดยตลอด การห่อขนมให้สวย มันมีวิธีนะ ยากที่จะอธิบายให้เข้าใจ ไว้จะทำให้เห็นภาพค่ะ

กลับจากห่อขนมก็กลับมาศาลา ได้มาช่วยพับกลีบบัวอีก โอ่ววว กุลษตรีไทยมากๆเลยค่ะ 5555


สาธุๆ


กลับจากวัดก็ไปต่อกันที่บ้านพี่แหม่ม

แวะกินส้มตำอาหารอิสาน อร่อยๆค่ะ ไม่ได้กินซะนานเลย (อิ่มจากวัดแล้วยังกินได้)

ไปเล่นบ้านพี่แหม่ม

ล้างรถเอง (เก่งม่ะค่ะ)

แล้วก็แวะกินนมร้อน ขนมปังปิ้ง

คิดถึงบรรยากาศเก่าๆ เมื่อครั้งยังอยู่มหาลัย


กิมอิ่ม.. นอนหลับ

มีความสุขๆนะค่ะ

สาธุ





เอาภาพมาฝาก

ร้านที่แวะซื้อข้าวค่ะ อยู่ไม่ไกลจากแยกอ่างศิลา

เตรียมพร้อมถวาย
นี่ๆ อิ่มแล้วก็มาช่วยงานค่ะ ล้างๆๆๆ
วิธีถวายภัตตาหารค่ะ (อยู่ชลถึงได้เห็น)


พอดีมีโรงทานค่ะ โอเลี้ยงกะชาเย็น ของยายใจบุญ


เก็กเท่ห์

พี่ญวนกะพี่ขวัญ พี่แหม่มหายไป

ไปยืนช่วยเขาห่อ นี่ค่ะผลงาน (วันนี้เพิ่งจะห่ออย่างถูกต้องเป็น)
ขนม....งา (หนึ่งรายการ ณ โรงทาน)




นี่ก็ผลงาน

วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

วัดหงส์ปทุมาวาส

อาทิตย์นี้ข้าพเจ้าอาจจะออกไปวัดไกลหน่อย
เหตุผลเพราะต้องเดินทางเข้ากรุงเทพ เพื่อไปพบเพื่อนสนิท ที่เดินทางมาจากกำแพงเพชร
ข้าพเจ้าเบี้ยวนัดพี่ๆที่ทำงาน ในการไปวัดทำบุญยังสถานที่เดิมๆด้วยกัน
แต่กระนั้น ข้าพเจ้าก็ไม่ลืมเป้าหมายของวันอาทิตย์ ที่ได้ตั้งใจไว้
ข้าพเจ้าออกมาพบเพื่อน
และก็พาเพื่อนเข้าวัด

ข้าพเจ้าไปแถบ มธ รังสิต มหาวิทยาลัยซึ่งจบออกมาเมื่อ 2 ปีก่อน
ข้าพเจ้ามาระลึกความหลัง
ดังนั้นข้าพเจ้า จึงเดินทางมาวัดหงส์ฯ
วัดซึ่งข้าพเจ้าเคยมาคนเดียว
เมื่อครั้งพบเจอปัญหาอันหนักอึ้งจิตใจ

ข้าพเจ้ามาไหว้พระ ขอพร แล้วก็มานั่งข้างแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อให้อาหารปลา
ปลามากมายแหวกว่ายอยู่ที่นั่น
ทุกๆครั้งที่มีคนหว่างอาหารลงไป หม่ว่าจะเป็นอาหารปลาอัดเม็ด หรือขนมปัง
ปลาเหล่านั้น หลายๆสิบๆๆๆตัว
ต่างแหวกว่ายขึ้นมาเพื่อแย่งชิงซึ่งอาหาร

ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าว่าปลาตัวนั้น จะได้กินไหม
ตัวโน้นกินเยอะไปหรือเปล่า

การได้กินอาหารลงท้อง
อาจต้องพึ่งความโชคดีไม่มากก็น้อย

ปลาพวกนี้คงหวังเพียงว่า
ให้อาหารหล่นใส่หัว ใส่ปาก ข้าที


เกิดเป็นปลา ยังตบตีแย่งชิง
แล้วนับภาษาอะไรกับคน

ใจคนยากแท้หยั่งถึง

ขอเพียงความสงบ มาสู่จิตใจ